Ep. 4 ตะกอนความทรงจำ

posted on 22 Nov 2007 10:03 by expunge-it

ตกเย็นของวันศุกร์...
ผมนั่งเหม่อมองไปยัง ท้องฟ้า ที่ณ เส้นขอบฟ้าไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วปล่อยให้ ความคิดล่อยลอยไปพร้อมกับเหล่าก้อนเมฆ ที่อยู่บนฟ้า
โดย ไม่สนสิ่งที่ อาจารย์กำลังพร่ำสอนอยู่หน้าชั้นเรียน
ผม... มองเหล่าหมู่เมฆ แล้วคิดย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อตอนที่ผมยังอยู่ พึ่งเริ่มขึ้น ม.ต้น
........
...
ผมย้ายบ้านบ่อยๆ เนื่องจาก ที่ทำงานของพ่อ
ผมจึงไม่มีเพื่อน ตอน ม.ต้น เลย
ผมไม่รู้สึกชอบ ความรู้สึก ในตัวเมือง มันวุ่นวาย และฝุ่นเยอะ
ที่ที่ บรรยากาศดีๆ นั้นน้อยมาก ทำให้โลกของผม ยิ่งหดเล็กลงไปอีก
แต่...ไม่ นานโลกของผมก็ได้เปลี่ยนไปเนื่องจากเธอ
เธอ ย้ายเข้ามากลางครัน เช่นผม เธอ จึงไม่ค่อยมีเพื่อน
เราทั้งคู่ นั้นเมื่อเว้นว่างจากเวลาเรียนก็ มักจะไปห้องสมุด
ที่เหมาะกับคนที่ตัวเล็ก และอ่อนแอ เช่นผมและ เธอ
เรามักจะอ่านหนังสือ ด้วยกันจนห้องสมุดปิด และกลับบ้านด้วยกัน
แทบจะทุกวัน ผมจะแยกกับเธอที่ทางผ่านรถไฟ ที่มีต้นไม้ที่ออกดอกสวยใน ทุกๆฤดูใบไม้ผลิ
เธอมักจะพูดกับผมเสมอว่า แค่ 5 กิโลเมตรต่อวินาทีเท่านั้น
นั่นคือความเร็วของปรกติ ยามเดินจากกัน...
เธอเล่าว่าที่บ้านเกิดเธอ มีต้นไม้ประเภทนี้ อยู่ตามข้างทางถนนจากสถานีรถไฟ
จนถึงบ้านของเธอ ผมสัญญากับเธอว่าเราจะไปดูด้วยกันตอนนั้น
และเดินด้วยความเร็ว 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยกัน จนสุดถนน
แต่ไม่นานเธอก็ ต้องกลับไปเรียนต่อที่บ้านเกิดของเธอ เนื่องจาก
น้าที่เธออาศัยอยู่ด้วยนั้น ประสบอุบัติเหตุกระทันหัน
ใน ฤดูร้อน ของปีถัดมา
แต่ เราก็บัง ส่งจดหมายหากันเสมอ และ เราสัญญาด้วยกันว่าจะเรียน ม.ปลายต่อที่เดียวกัน
ผมจะไปอยู่หอพัก ส่วนเธอจะไปอยู่บ้านป้าของเธอ
และเรื่องราวนี้ ควรจะ สมบุรณ์ และ ไม่มีอะไรผิดพลาด
แต่....
คืนหนึ่ง ของฤดูหนาว ผมก็ ได้รับโทรศัพท์ จากเธอ
เสียงของเธอ นั้นสั่นเทา และ เศร้าสร้อย....
หัวใจของผมแทบสลายเมื่อได้ยินเสียงเช่นนั้น
เธอเล่าว่า ครอบครับเธอ ไม่ยอมให้เธอไปเรียน เพราะว่าเธอนั้น ยังเด็กเกินไป
ผม... พูดอะไรไม่ออก ได้แต่เงียบ
ผม... ได้ยินเสียงเธอร่ำไห้ และสะอื้น
เกือบตลอดเวลาที่คุยกับผม
นั่นทำให้ยิ่งทำให้ผม ปวดใจมากกว่าเดิม ผมจึงเสนอว่า
ผมจะไปหาและคุยกับเธอ...
.....
....
...
..
.
การเดินทางไปหาเธอนั้น เป็นสิ่งที่ผมพอที่จะทำได้ในตอนนี้ เท่านั้น
ผมนัดกับเธอตอน 1 ทุ่ม ที่สถานีบ้านของเธอ
ผมเริ่ม ออกตัวหลังโรงเรียนเลิก ราว 4 โมงเย็น เพื่อรักษาเวลาให้ได้มากที่สุด
ผมต้องต่อรถไป สามทอด และรถไฟ ความเร็วสูง สองรอบ
แต่ผมไม่เบื่อเลยที่จะรอเวลาเพื่อไปหาเธอ
ผู้คนเริ่ม กลับบ้านไปหาครอบครับ ไปหาคน รัก ไปหาลูกหลาน
เหล่าผู้คนที่ก้าวขึ้นรถไฟมานั้น ต่างคน ต่างจุดหมาย แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือไปให้ถึงจุดหมาย
ผมเองก็เปนเช่นนั้น...
รถไปยิ่งห่างเมืองไปเรื่อยๆ เวลาก็ผ่านไปทุกที คนก็เริ่มน้อยลง น้อยลง
แต่หิมะ ยิ่งโหมตก และพายุหิมะ ยิ่งโหมกระหน่ำ
นั่นคือข้อผิดพลาด ผมลืมวางแผนเรื่องรถไป ล่าช้าเนื่องจากพายุหิมะ
ทำให้ผมพลาด ...

รถไฟความเร็วสูง ออกจากชานชลาไปก่อนที่ผมจะก้าวออกจากประตูเสียอีก

ผมต้องรอ รอ และ รอ เพื่อคันไหม่ที่จะมา

ผู้คนเริ่มบางตา เวลาขณะนี้ 6.45 เวลานัดใกล้เข้ามาทุกทุกที

ไม่มีวิธีทำให้นาฬิกาเดินช้ากว่านี้ รึไงนะ ผมพร่ำคิดกับตัวเอง

ท่ามกลางภายุหิมะที่กระหน่ำซัดเข้ามาไม่หยุดหย่อน

19.15 ผมยังอยู่ในรถไฟความเร็วสูง ที่พึ่งแล่นออกจากชานชลา

ผมได้แต่หวังไห้มันวิ่งด้วยความเร็วสูงที่สุดที่มันมีถึง แม้ว่ามันจะแล่นตามปรกติก็ ตาม

20.35 ผมก้าวขึ้นรถไฟ เที่ยวสุดท้าย ที่มุ่งหน้าไปยังบ้านเธอ

ผมพร่ำโทษตัวเองที่ ไม่ยอมกะเวลเผื่อ

ผมได้แต่หวังว่าคงจะสายไม่มาก แต่....

"ตอนนี้พายุหิมะพัดแรงมาก รถไฟจึงหยุดเพื่อให้พายุสงบลง อภัยผู้โดยสารทุกท่าน"

คำประกาศของทางรถไฟ เหมือนเสียงกระสุนปืนที่ยิงออกมาทะลุหัวใจผม

เวลาภายในรถไฟเหมือนถูกแช่แข็ง วินาที เป็นเหมือนนาที

นาที เป็นเหมือนชั่วโมง

ชั่วโมงเป็นเหมือน ชั่วกาลนาน....

ผมพร่ำบอกเธอ ว่าให้กลับไปซะ อย่ามารอคนไม่ได้เรื่องอย่างผมเลย

กลับไปซะ ไม่ต้องรอคนที่ต้องทำให้เธอ เหงาและเบื่อที่ต้องมานั่งรอเถอะ

กลับไปซะ ไปอยู่ที่บ้าน ที่ที่อุ่นๆ ไม่ต้องรอผมหรอก

ทุกๆ วินาทีที่ผ่านไป ช่างบีบหัวใจผมเหลือเกิน....

22.55 ผมก้าวลงจากรถไฟ ยื่นตั๋วให้พนักงาน

ผมเห็นห้องผู้โดยสารมีไฟสลัวๆ จากเตาผิงอยู่

เธอ... นั่งขดตัวอยู่บนม้านั่งผู้โดยสาร เธอ..นั่งอยู่ตรงนั้น

ผมยืนมองเธออยู่ด้านนอก ใจนึงคิด เธอช่างใจดีที่ นั่งรอผมกว่า 5 ชั่วโมง

แต่อีกใจนึงก็คิด เธอชั่งโง่ ที่มานั่งรอคนไม่ได้เรื่องเช่นผม

ผมยืนมองเธอ อยู่ด้านนอก นานจนพนักงานตรวจตั๋วไล่ผมให้เข้าไปนั่ง

ผมค่อยๆ เดินเข้าไปและ ปิดประตู และพอหันกลับมาก็ เจอเธอ มายืน อยู่ตรงหน้าผมซะแล้ว

เธอ..ดู ไม่เปลี่ยนไปเลย ถึงแม้ผมเธอจะยาวขึ้นก็ตาม แต่ตัวเธอก็ยัง เตี้ยกว่าไหล่ผมอยู่ดี

เธอเขย่งตัวขึ้นเพื่อปัดหิมะที่อยู่บนหัวผมออก และเธอก็ยิ้ม...

เธอ ถามผมว่าหิว ไหมเพราะเธอทำข้าวกล่องมา

เรานั่งกินด้วยกัน ผมรู้สึกได้เลยว่า ข้าวปั้นที่กินวันนั้น คงไม่มีทางที่กับข้าวมื้อไหน

จะอร่อยกว่ามื้อนี้แน่ เรานั่งคุยกันถึงเรื่องต่างๆ ราวไปถึงเรื่องเรียนต่อด้วย

แต่ไม่นาน เราก็ ถูกพนักงานตรวจไล่ เพราะ ถรไฟเที่ยงสุดท้ายหมดไปแล้ว

เราเดินย่ำลงหิมะ ตามข้างทางมี ต้นไม้ที่ผลัดใบไปแล้ว ในฤดู หน้าขึ้น ตลอดทางเดิน

เธอบอกผมว่า ตอนฤดูใบไม้ผลิมันจะสวยมาก

เธอและ เริ่มร้องให้ เธอบอกว่าเธอเสียใจ ที่ทำตามสัญญาไม่ได้

น้ำตาของเธอช่างเป็นสิ่งที่งดงาม ยามได้ต้องกับแสงสลัวของดวงจันทร์

ผมลูบแก้มที่แดงเรื่อๆ เพราะความหนาว ของเธอ

"หยุดร้องเถอะ ถึงเราไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน แต่เราก็อยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เหรอ"

เสียงผมแผ่วเบาและแหบแห้งเพราะอากาศหนาว

เธอแหงนหน้าขึ้นมองผม ตาเธอแดงก่ำ และยังมีน้ำตาไหลออกมา ไม่หยุด

"งั้นเธอก็หลับตาสิ ฉันจะได้ยหุดร้อง"

และผมก็ หลับตา ความมืดมิดเข้ามาแทนที่ทันที

แต่ผมกลับรู้สึก ถึงริมฝีปากอันเย็นเฉียบของเธอ ที่ริมฝีปากผม

มันช่าง นุมนวล และ เย็นเฉียบเหลือเกิน

เธอผลักผมออกไป ผมลืมตาขึ้น เธอหันหลังให้ผมและพยายามปัดน้ำตาอย่างเอาเป้นเอาตาย

ผมจับมือเธอและดึงเข้ามากอด

"ขี้โกงนี่.." เสียงผมยิ่งแหบแห้งขึ้นไปอีก

เธอได้แต่ยิ้ม และกอดผม เธอพยายามเขย่ง ไปกระซิบ ข้างหูผมว่า

"ฉันรักเธอนะ ได้โปรดอย่าลืมฉันนะ" เสียงเธอสั่นเครือ และน้ำตาก็ยัง ไม่หยุดไหล

ผมจึงมองหน้าเธอ และกระซิบข้างหูเธอ ว่า

"ต่อให้แลกด้วยชีวิต ผมก็จะไม่ลืมเธอ เป็นอันขาด"

เรากอดกันทามกลางหิมะ ที่ตกลงมาไม่ขาดสาย

และเราก็เดินจูงมือกัน ไปตามถนนสีขาวที่ทอดยาวไปไม่สิ่นสุด

สู่ความมืดมิดที่ ไม่รู้ว่าอะไรจะรออยู่ข้างหน้า

ด้วย ความเร็ว 5 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง......

.......

....

คืนนั้น เรานอนซุกกันที่โรงนาเก่าๆ โดยมีผ้าห่มเป็น ฟูกที่โดนทิ้งอยู่ในนั้น

พอเช้าวันรุ่งขึ้น ผมต้องกลับไปพร้อมกับ รถไฟเที่ยวแรกของเช้านั้น

หลังจากวันนั้น ผมก็ ส่งจดหมายหาเธอ มากมาย แต่กลับ ไม่ได้รับจดหมายกลับมาเลย

ผมก็รู้ในเวลาต่อมาว่า เธอย้าย บ้านไปแล้ว

จนปัจจุบัน ก็ ไม่ได้รับการติดต่อจากเธออีก.....

เลิกเรียนแล้ว ผมเดินกลับหอพักด้วยทางเดิมๆ ที่เคยเดินอยู่ทุกวัน

ผมภาวณาให้เธอ ได้รับความสุขทุกครั้ง ที่เดินผ่านต้นไม้ต้นนั้น

ถึงแม้ว่าต้องแลกกับความสุขของผมก็ ตาม

ผมค่อยๆเดิน เพื่อให้ ความเร็วในการเดินของผม ใกล้เคียง กับความเร็ว 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมากที่สุด

ถึงแม้ มันจะ ไม่มีทางเป้นไปได้แล้วก็ ตาม....

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet